หุ้น BJC เป็นหุ้นที่เพื่อนๆ ขอมา และผมเห็นว่ามีหลายโบรกเชียร์กันมาก
BJC จะดีแค่ไหน บอนลงทุนไทม์จะมาคุ้ยแคะให้ฟังกัน มีหลายส่วนที่น่าสนใจ
ผมจะขอแบ่งเป็นหลายตอนหน่อยนะครับ แต่รับรองว่าครบถ้วนตั้งแต่
จุดเริ่มต้นของธุรกิจ ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2566
สรุปบทวิเคราะห์หุ้น ประเด็นการ Spin-off Big C กลับเข้าตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง
จะส่งผลบวกและลบ กับ BJC อย่างไร มาติดตามกันครับ
ถ้าใครอยากชมเป็น Video ทางลงทุนไทม์ทำเอาไว้ คลิกชมได้เลย
< ประวัติ BJC >
บริษัทที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 100 ปี แสดงว่าต้องผ่านช่วงสงครามโลก
ผ่านวิกฤตแต่ละยุคสมัยมาได้ และต้องได้รับการยอมรับจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน ถือว่าเป็นบริษัทมีความแข็งแกร่ง มีความยั่งยืนมากนะครับ
สำหรับบริษัทจดทะเบียนใน ตลท. ที่ทำธุรกิจมานานเกิน 140 ปี มีอยู่ 3 บริษัทเท่านั้น
บริษัทแรก OHTL ชื่ออาจจะไม่คุ้นหู แต่ถ้าบอกว่าคือ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีไฟฟ้าใช้แห่งแรกของไทย หลายคนคงจะคุ้นเคยกันบ้างนะครับ เป็นบริษัทที่มีอายุ 147 ปี
บริษัทที่สอง BGRIM ที่มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นร้านขายยา และกลายมาเป็นบริษัทพลังงาน มีอายุ 145 ปี
บริษัทที่สาม BJC อายุ 141 ปี ซึ่งเป็นหุ้นที่เราจะคุยกันนั่นเองครับ
. . .
จุดเริ่มต้นของ BJC ต้องย้อนไปตั้งแต่ปี 2398 สมัย ร.4
ตอนนั้นคุณอัลเบิร์ต ยุคเกอร์ ซึ่งเป็นชาวสวิสเซอร์แลนด์
ทำงานอยู่ในบริษัทฝรั่งเศสแห่งหนึ่ง บริษัทแห่งนี้ได้เข้ามาเปิดสาขาในไทย
คุณอัลเบิร์ต ยุคเกอร์ก็ได้ย้ายมาทำงานที่ไทย พร้อมกับชวนญาติคนนึงมาทำงานด้วย
นั่นก็ คือ คุณเฮนรี่ ซิกก์
พอเข้าสมัย ร.5 ทั้งสองคนก็เห็นโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น จึงได้ร่วมกันก่อตั้ง
“ห้างยุคเกอร์ แอนด์ ซิกก์ แอนด์ โก” ในปี 2425 ประกอบธุรกิจหลายอย่าง เช่น
เป็นตัวแทนบริษัทเดินเรือ เป็นตัวแทนบริษัทประกันภัยและธนาคารของต่างประเทศ รวมทั้งยังเป็นตัวแทนสินค้านำเข้าส่งออกอีกด้วยครับ
ผ่านจากยุคของคุณอัลเบิร์ต ยุคเกอร์ และคุณเฮนรี ซิกก์
ปี 2456 ลูกเขยของคุณอัลเบิร์ต ยุคเกอร์ ชื่อว่า อัลเบิร์ต เบอร์ลี่
เข้ามารับช่วงกิจการต่อ และได้เปลี่ยนชื่อธุรกิจเป็น “ห้าง เอ. เบอร์ลี่ แอนด์ โก”
ดำเนินธุรกิจขายสินค้าเบ็ดเตล็ด ทำโรงสีข้าว ส่งออกข้าว ไม้ ยางสน หนังสัตว์
และได้มีการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาขายในไทยด้วย เช่น นมกระป๋อง โกโก้ กระดาษเช็ดมือ
ปี 2467 ได้เปลี่ยนชื่อห้างเป็น “ห้าง เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ แอนด์ โก”
ช่วงนี้ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ก็ได้พัฒนาธุรกิจ พัฒนาสินค้าของตัวเองมากขึ้น
เช่น สบู่นกแก้ว ที่ต้องบอกว่า เป็นการปฏิวัติการอาบน้ำของคนไทยในสมัยนั้นเลยครับ
ในยุคนั้นบ้านเรายังอาบน้ำในคลอง ใช้สมุนไพรพวกมะกรูดในการสระผมและขัดตัวอาบน้ำ
ถ้าบ้านไหนพอมีเงินก็จะใช้สบู่กรดมาอาบน้ำ เป็นสบู่ที่เค้าใช้ซักผ้าและล้างจาน
ไม่ดีต่อสุขภาพผิวของคน และไม่มีกลิ่นหอมด้วยนะครับ
ปี 2490 ในตอนนั้นคุณวอลเตอร์ ไมเยอร์ เป็นประธานกรรมการของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์
จึงได้ทำการคิดค้นผลิตสบู่อาบน้ำที่มีกลิ่นหอมขึ้นมา
และด้วยความที่คุณวอลเตอร์เป็นคนชอบเดินป่า เค้าได้เจอกับ “นกแก้วไทย”
แล้วเห็นว่าสวยมาก จึงนำมาตั้งชื่อ “สบู่นกแก้ว” นั่นเองครับ
ขอคุยเรื่องนี้ต่ออีกนิด สบู่นกแก้วมีกลยุทธ์การตลาดที่สุดยอดมาก
ใช้บรรจุภัณฑ์เป็นกระดาษที่ติดไว้หลวมๆ เพื่อให้กลิ่นของสบู่ออกมาได้ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องแกะห่อออกมาดม ทำให้แบรนด์สบู่นกแก้วขายดีถล่มทลาย
ข้อมูลยอดขายที่ปรากฏในเว็บของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ล่าสุดปี 2564
บริษัท รูเบียอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตสบู่นกแก้ว มีรายได้ 2,029 ล้านบาท กำไร 235 ล้านบาท
และทาง BJC เคลมว่าสบู่นกแก้ว ยังครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มตลาดสบู่ก้อนเพื่อความงามในประเทศไทยครับ
. . .
หลังจากนั้นมา BJC มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารด้วยมืออาชีพมาเรื่อยๆ
และได้มีการแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน ซึ่งเป็น 1 ใน 7 บริษัทแรกที่เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเดือนเมษายน 2518
ปี 2544 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งของ BJC
เมื่อกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น หรือ TCC Group ของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี
เข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ BJC จำนวน 83.5%
และมีการใช้ BJC เข้าไปซื้อกิจการต่างๆ มากมาย เป็นการเติม Portfolio ของธุรกิจของ BJC ให้มีความหลากหลาย และเติบโตเร็วมากขึ้น
ซึ่งในปี 2559 BJC ได้เข้าซื้อกิจการ Big C เพื่อต่อยอดธุรกิจค้าปลีก (ธุรกิจปลายน้ำ) ด้วยมูลค่า 2 แสนล้านบาท ส่งผลให้กลุ่ม BJC เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีก 1 ใน 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทันที
< โครงสร้างธุรกิจ BJC >
โครงสร้างการทำธุรกิจของ BJC แบ่งเป็น 5 กลุ่มธุรกิจด้วยกันครับ
1. กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ นั่นก็คือ ธุรกิจบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ที่ทาง BJC ซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งตอนนั้น BIGC อยู่ในตลาดหุ้น พอ BJC ซื้อ BIGC มาได้ 1 ปี
ก็ได้ทำการถอนหุ้น BIGC ออกจากตลาดหุ้นไป
และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงที่จะนำ BIGC กลับไปในตลาดหุ้นอีกครั้ง
ซึ่งส่วนนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจมาก ผมจะทำ EP ถัดไปครับ
Big C ถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจหลักของ BJC เลยนะครับ
ในปี 2565 มียอดขายคิดเป็นสัดส่วน 64% ของยอดขายรวมทั้งหมดที่ BJC ทำได้เลย
Big C มีรูปแบบธุรกิจหลายรูปแบบมากๆ ครับ เช่น
– บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เป็นห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ขายสินค้าทั่วไปในราคาประหยัด เน้นกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางถึงล่าง โดยในปี 2565 มีสาขาทั้งหมด 138 สาขาในไทย และอีก 1 สาขาในกัมพูชา
– บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า เป็นห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ขายสินค้าระดับพรีเมี่ยม เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ สินค้าเทคโนโลยี เน้นกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางถึงบน
ปี 2565 มีสาขาทั้งหมด 15 สาขา
– เอ็มเอ็ม ฟู้ด เซอร์วิส เป็นธุรกิจกลุ่ม MM Mega Market ที่ทาง Big C ซื้อมาจาก TCC Group เพื่อสร้างเป็นร้านค้าส่ง ปัจจุบัน ผมเข้าใจว่ารีแบรนด์เป็น Big C Food Services แล้วนะครับ โดยเน้นกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ประกอบการ HoReCa นั่นก็คือ Hotel Restaurant Catering โรงแรม ร้านอาหาร และจัดเลี้ยง ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกันกับ MAKRO นั่นเองครับ
ปี 2565 มีทั้งหมด 3 สาขา
รูปแบบอื่นๆ ของ Big C ที่เราอาจจะเคยเห็นกันบ้าง เช่น บิ๊กซี ดีโป้, บิ๊กซี มินิ, ร้านขายยาเพรียว รวมไปถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ และตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ หรือ Vending Machine ด้วยครับ
2. กลุ่มสินค้าและบริการทางบรรจุภัณฑ์ โดย BJC ออกแบบ ผลิต กระจายสินค้า และจำหน่ายสินค้าบรรจุภัณฑ์ทั้งแก้ว กระป๋องอะลูมิเนียม และบรรจุภัณฑ์พลาสติก
มีขนาดใหญ่เป็นผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของภูมิภาคเอเชียเลยนะครับ
แบรนด์ที่ทาง BJC ผลิตบรรจุภัณฑ์ให้มีจำนวนเยอะมากๆ ที่เราน่าจะรู้จักกันดี เช่น สินค้าของไทเบฟเวอเรจพวกช้าง น้ำหวานเฮลบลูบอย เครื่องดื่มEST เครื่องดื่มกระทิงแดง
3. ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ดำเนินกิจการด้านการผลิต และการกระจายสินค้าทั้งในกลุ่มอาหารและกลุ่มของใช้ในครัวเรือน ให้บริการด้านโลจิสติกส์ทั้งรับฝาก บริการสินค้าคงคลัง และขนส่งกระจายสินค้า ในไทยและเวียดนาม
แบรนด์สินค้าของ BJC ที่เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
เช่น เทสโต้, ปาร์ตี้, โดโซะ, กระดาษชำระเซลล็อกซ์, สบู่นกแก้ว, รวมทั้งผลิตภัณฑ์ของ 3M ภายใต้แบรนด์ Scotch, Post-it เป็นต้น
4. กลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และทางเทคนิค ทั้งนำเข้า จัดจำหน่าย และการกระจายสินค้าและบริการเกี่ยวกับเวชภัณฑ์ เวชสำอาง อาหารเสริม
สินค้าทางการแพทย์ มีหลายอย่างนะครับ เช่น เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ที่ใช้ในห้องผ่าตัด เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ
5. กลุ่มธุรกิจอื่นๆ เช่น จําหน่ายหนังสือและนิตยสารผ่าน เอเซียบุ๊คส ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายหนังสือภาษาอังกฤษรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่ของ BJC
อันดับแรกจะเป็นบริษัท บริษัท ทีซีซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ถือหุ้น 45.68%
อันดับสอง บริษัท ทีซีซี โฮลดิ้งส์ (2519) จำกัด ถือหุ้น 29.32%
แค่ 2 บริษัทนี้ ก็ถือหุ้นไปแล้ว 75%
อีกบริษัทนึงที่เป็นของครอบครัวสิริวัฒนภักดี คือ บริษัท ไทยสิริวัฒน จำกัด
ถือหุ้นด้วยอยู่ที่ 0.91%
ทำให้ Free Float หรือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยมีอยู่ 25% เท่านั้นครับ
< ผลการดำเนินงานล่าสุด BJC >
เรามาดูผลการดำเนินงานล่าสุด 1Q66 ของ BJC กันครับ
ผมขอพูดตัวเลขกลมๆ เพื่อนๆ จะได้ฟังเข้าใจง่ายนะครับ
ส่วนตัวเลขแบบละเอียดดูที่หน้าจอได้เลย
ต้องบอกก่อนนะครับว่าผลงานของ BJC 1Q66 ทำได้แย่กว่า 4Q65
ทั้งรายได้และกำไรสุทธิ
อย่าง 4Q65 ทำรายได้ 42,550 ลบ. แต่ 1Q65 ทำรายได้ 40,804
4Q65 ทำกำไรสุทธิ 1,628 ลบ. ส่วน 1Q65 ทำกำไรสุทธิ 1,254 ลบ.
เนื่องจากการค้าปลีกไตรมาสที่ 4 ของทุกปี มักจะมียอดขายสูงกว่าทุกไตรมาส
ดังนั้นลงทุนไทม์จะใช้ข้อมูล 1Q66 เทียบกับ 1Q65 ซึ่งเป็นช่วงเวลา หรือ season เดียวกันครับ โอเค เรามาดูตัวเลขผลการดำเนินงานกันครับ
1Q66 มีรายได้รวม 40,804 ลบ. เพิ่มขึ้น 1,368 ลบ. คิดเป็น 3.5% YoY
มีต้นทุนขายและบริการรวม 30,251 ลบ. เพิ่มขึ้น 766 ลบ. คิดเป็น 2.6%
ทำให้มีกำไรขั้นต้นเป็น 7,269 ลบ. เพิ่มขึ้น 522 ลบ. คิดเป็น 7.8%
ค่าใช้จ่ายในการขาย 6,555 ลบ. เพิ่มขึ้น 8.6%
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 1,161 ลบ. ลดลง 1.5%
มีต้นทุนทางการเงิน 1,239 ลบ. เพิ่มขึ้น 3.7%
จ่ายภาษีเงินได้ 131 ลบ. ลดลง 4.4%
เหลือกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัท 1,254 ลบ. เพิ่มขึ้น 8 ลบ. คิดเป็น 0.6% YoY
ดูจากตัวเลขจะเห็นว่า 1Q66 BJC มีรายได้เพิ่มขึ้นมา 3.5% ซึ่งตามที่สภาพัฒน์รายงาน GDP ไทย 1Q66 โต 2.7% ก็แสดงว่า BJC ทำได้ดีเลยนะครับ
แต่พอดูค่าใช้จ่ายในการขายแล้ว สูงถึง 8.6% และอ่านจากคำอธิบายของฝ่ายจัดการของ BJC ได้ความว่ามีการใช้จ่ายการส่งเสริมการขาย และมีค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาสูงขึ้น
ทำให้มีกำไรสุทธิที่โตขึ้นเพียง 0.6% เท่านั้น
ผลงานของกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจของ BJC
กลุ่มบรรจุภัณฑ์ มียอดขายสูงขึ้น 6.6% YoY แต่กำไรสุทธิลดลง 18.7% YoY เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น
กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค มียอดขายเพิ่มขึ้น 2.8% แต่กำไรสุทธิ ลดลง 0.5% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น
กลุ่มสินค้าทางเวชภัณฑ์ เพิ่มขึ้น 4.1% YoY แต่กำไรลดลง 18.7% เกิดจากค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารที่เพิ่มขึ้น
กลุ่มสุดท้ายที่ต้องสนใจเป็นพิเศษ คือ Big C
รายได้เพิ่มขึ้น 2.8% YoY และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 8.9%
เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีต่อเนื่อง มีการปรับขึ้นราคาขายสินค้า การเติบโตของรายได้ค่าเช่าพื้นที่ และมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.2% เพิ่มขึ้นจาก 1Q65 ถึง 16.3% ทำให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 8.9%
เรียกว่าเป็นการกลับมาทำกำไรได้ดีขึ้นอย่างเห็นภาพทางตัวเลขได้ชัดเจนครับ
< วิเคราะห์ BJC >
เราจะมาดูข้อมูลตัวเลขการเงินและข้อมูลจากโบรกฯ กันบ้างครับ
ซึ่งจะมีบางส่วนที่ผมจะขอให้ความเห็นส่วนตัวร่วมด้วย
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เป็นการชี้นำ แนะนำให้ซื้อขายหุ้นนะครับ
เป็นการคุยเหมือนเพื่อนคุยกัน
ตอนที่ผมทำข้อมูล เป็นวันที่ 15 พ.ค. 2566 ช่วงพักเที่ยง
ราคาหุ้น BJC อยู่ที่ 38.25 บาท
ข้อมูลทางการเงินสำคัญของ BJC
ณ สิ้นปี 31 มี.ค. 2566
ROA ประสิทธิภาพการดำเนินงาน 3.33%
ROE อัตราผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น 4.24%
อัตรากำไรสุทธิ 3.54%
อัตราหนี้สินต่อทุน 1.66 เท่า
และข้อมูลสถิติที่สำคัญ ณ วันที่ 12 พ.ค. 2566
PE เวลาคืนทุน(คำนวณจากกำไรสุทธิ) 31.15 เท่า
P/BV ราคาหุ้นต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี 1.31 เท่า
อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 2.05%
เพื่อให้ได้ข้อมูลหลายมิติ เรามาดูในส่วนของการวิเคราะห์กันบ้างครับ
ตอนนี้มีบทวิเคราะห์หุ้น 14 โบรกฯ
มี 13 โบรกฯ แนะนำ “ซื้อ” เลยครับ
มี 1 โบรกฯ แนะนำ “ถือ”
ไม่มีโบรกฯ แนะนำ “ขาย”
มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 43.57 บาท ทำให้มี Upside 14%
จากที่อ่านข้อมูลวิเคราะห์จากโบรกสรุปได้เป็นดังนี้ครับ
มี 1 โบรกที่แนะนำ “ถือ” มองว่า
BJC ทำกำไรสุทธิได้ต่ำกว่าคาด
จึงประมาณการกำไร BJC ปี 66 มีกำไรเพิ่มขึ้นเพียง 2.5%
จึงให้ราคาเป้าหมายที่ 40.50 บาท
สำหรับโบรกที่แนะนำ “ซื้อ”
ส่วนใหญ่มองว่า ปี 66 ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและในอาเซียน
ในครึ่งปีแรก มีปัจจัยเรื่องค่าไฟฟ้าที่กดดันกำไร เนื่องจากค่าไฟฟ้ามีสัดส่วน 3% ของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ทำให้ครึ่งปีแรก BJC ยังไม่สามารถทำกำไรได้สูงมาก
สำหรับครึ่งหลังของปี 66 จะเห็นภาพของกำไรที่เพิ่มขึ้นชัดเจน เนื่องจากค่าไฟฟ้าจะปรับตัวลงมา และธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะมีการปรับราคาขายขึ้นตามต้นทุนรอบใหม่
ทำให้ BJC จะสามารถกลับมาทำกำไรได้เติบโตดีขึ้น
ในส่วนของข้อมูลบทวิเคราะห์จากโบรกฯ จะช่วยทำให้เราเห็นภาพได้บางส่วนนะครับ
สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจหุ้นตัวไหน แนะนำว่าลองหาข้อมูลอื่นๆ ศึกษาเพิ่มเติม เช่น ข้อมูลการเติบโตของอุตสาหกรรมที่หุ้นตัวนั้นอยู่ ปัจจัยเสี่ยงของธุรกิจ โอกาสที่ช่วยสนับสนุน หรืออาจจะใช้ข้อมูลด้านเทคนิคพวกกราฟราคา ก็จะช่วยทำให้เราลงทุนได้แม่นยำมากขึ้นครับ
< สรุป BJC >
ส่วนนี้เราจะมาสรุปโอกาส ความเสี่ยงของ BJC
รวมทั้งประเด็นการแยก Big C ออกไป โดยผมจะมีเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง Makro ด้วยครับ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เป็นการชี้นำ แนะนำให้ซื้อขายหุ้น BJC นะครับ
จะเป็นการคุยเหมือนเพื่อนคุยกัน
สำหรับโอกาสและความเสี่ยงของ BJC สรุปได้แบบนี้ครับ
ความเสี่ยง มี 2 ประเด็น
1. เศรษฐกิจโลกและไทยชะลอตัว จะทำให้มีผลต่อกำลังซื้อลดลง การท่องเที่ยวหดตัว ยอดขายก็จะลดลงตาม
2. การเมืองที่ดูแล้วจะมีมุมมองเชิงบวก แต่ก็มีมุมมองเชิงลบอยู่มากมาย เช่น ความเสถียรภาพของรัฐบาล ความท้าทายของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำที่จะทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของ BJC เพิ่มขึ้น และการใช้มาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจเช่น หวยใบเสร็จ ที่จะกระตุ้นให้คนไปซื้อสินค้าจากธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น ก็จะมีผลกระทบต่อ BJC ด้วยเช่นกัน
และอีกตัวอย่างหนึ่งของนโยบายที่จัดการทุนผูกขาด แม้ว่า BJC อาจจะไม่ใช่บริษัทที่ผูกขาดโดยตรง แต่เป็นบริษัทในกลุ่มของไทยเจริญคอร์ปอเรชัน TCC Group หากปลดล็อกสุราก้าวหน้าได้ ก็จะมีผลกระทบทางอ้อมต่อธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ BJC ได้ครับ
เมื่อมีความเสี่ยง ก็ต้องมีโอกาสเป็นของคู่กัน
โอกาสของ BJC มี 2 ประเด็น
1. เศรษฐกิจโลกชะลอตัวแน่นอน แต่ถ้าฟื้นตัวเร็ว โอกาสที่จะทำให้ทั่วโลกมีกำลังซื้อมากขึ้น จะเป็นผลดีกับประเทศไทยด้วย และจะทำให้ธุรกิจทั้งหมดของ BJC เติบโตได้ดีมากขึ้น
2. BJC จะแยก BigC หรือ BRC ออกไปเข้าตลาดหุ้นอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยทำให้ BJC มีกระแสเงินสดเพิ่มจากขายหุ้นให้ประชาชน สามารถแบ่งเงินไปใช้ชำระหนี้เพื่อลดต้นทุนทางด้านการเงินอย่างดอกเบี้ยได้ และจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของ BRC ให้สามารถระดมทุนขยายกิจการได้คล่องตัวมากขึ้น
สำหรับประเด็นการแยก BigC ออกไป บอนลงทุนไทม์จึงอยากชวนทุกคนมาคุยเรื่องนี้กันเพิ่มเติมมากขึ้น
สำหรับ Big C ผมเล่าความเป็นมาสั้นๆ นิดเดียว
Big C ก่อตั้งโดยกลุ่มเซ็นทรัล และประสบปัญหาขาดทุน
จึงได้ขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่กลุ่มคาสิโน และได้มีการควบรวมกิจการคาร์ฟูร์เข้ามา
และนำไปจดทะเบียนซื้อขายใน ตลท. ปี 2555
จากนั้นปี 2559 กลุ่ม TCC ของคุณเจริญ ได้ให้ BJC เข้ามาซื้อกิจการไป
ปี 2560 ก็ได้ถอนหุ้น Big C ออกจากตลาดไป
ปี 2566 ทาง BJC จะแยก Big C กลับเข้าตลาดหุ้นอีกครั้ง
การ Spin-off หรือแยก Big C ออกไป ทาง BJC รายงาน ตลท. อนุมัติแผนขายหุ้นสามัญ IPO บริษัท บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BRC แต่ผมขอเรียกว่า Big C นะครับ จะได้ฟังง่าย โดยกำหนดขายให้ประชาชนทั่วไปไม่เกิน 29.98%
จากข่าว BJC บอกว่า การแยก Big C ออกไป เพราะต้องการระดมเงินทุนสำหรับการรีโนเวตสาขา เพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้
เรามาทำความเข้าใจเรื่องการนำบริษัทเข้า ตลท. กันนิดนึงครับ
อันดับแรกต้องเข้าใจก่อนว่า การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนใน ตลท.
มีเหตุผลและข้อดีหลายอย่าง ซึ่งประเด็นหลักๆ จะเป็นเรื่องของการนำหุ้นมาขายให้ประชาชนทั่วไปผ่านตัวกลางอย่างตลาดหุ้นได้
และบริษัทก็จะได้กระแสเงินสดสามารถนำเงินไปลงทุนขยายกิจการได้คล่องตัวมากขึ้น
เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูครับ ถ้าเราเปิดบริษัทจำกัดแห่งหนึ่ง แล้วเราอยากจะขายหุ้นสามัญ ส่วนใหญ่ก็จะขายให้กับคนที่รู้จักและเชื่อใจในกิจการของเราใช่ไหมครับ
จะเสนอขายต่อบุคคลทั่วไปก็คงจะยากมาก ดังนั้น การนำบริษัทมหาชนเข้าตลาดหลักทรัพย์ก็จะทำให้การขายหุ้นง่ายขึ้นนั่นเองครับ
อีกประเด็นนึงสำหรับบริษัทจำกัด จะขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บุคคลภายนอก ทำไม่ได้นะครับ ผิดกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1222
ผมขอขยายข้อดีอีกสัก 1 ข้อเพิ่ม
เงินที่ขายหุ้นได้ จะมีต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าการไปกู้ยืมเงินจากธนาคารโดยตรง
อย่างตอนนี้ ถ้ากู้เงินแบบมีหลักประกันสัก 100 ล้านบาท เข้าไปดูในเว็บของธนาคาร จะมีดอกเบี้ยประมาณ 6-10% ต่อปี อันนี้ต้องบอกว่าขึ้นอยู่กับการพิจารณาอนุมัติของธนาคารด้วยนะครับ ถ้ามีดีลข้อตกลงกันหลายอย่าง ดอกเบี้ยจะต่ำกว่านี้
หรือถ้าบริษัทออกหุ้นกู้ อย่างหุ้นกู้ของ BJC ที่ขายไปช่วงปลายปี 2565 มีดอกเบี้ย 3% ต่อปี
เอาล่ะกลับมาที่บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ถ้าขายหุ้นได้เงินมา แล้วบริษัททำกำไรได้ ต้องจ่ายปันผล บางบริษัทก็อาจจะจ่ายเงินปันผลในอัตราผลตอบแทน 1-2%
ซึ่งถือว่ามีค่าใช้จ่ายต่ำมากเมื่อเทียบกับเงินกู้ยืมหรือหุ้นกู้
ยิ่งบางบริษัทงดจ่ายปันผล ยิ่งไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เลยนะครับ
เรียกว่าต้นทุนทางการเงินต่ำสุดๆ ครับ ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ไม่ต้องจ่ายปันผล
เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ
กลับมาเรื่องของการ Spin-Off Big C
การแยก Big C ออกไปในตลาด จะทำให้เราเห็นโครงสร้างธุรกิจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
รวมถึงยังช่วยสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจนั้นได้ชัดเจนขึ้นอีกด้วย
ความเสี่ยงของการ Spin-off
BJC มีรายได้และกำไรลดลง หากไม่สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนได้อย่างที่คาดไว้ อาจจะทำให้ราคาหุ้น BJC ปรับตัวลดลง
การแยก Big C ออกไป สินทรัพย์บางอย่างที่เคยแชร์ต้นทุนกัน จะต้องมีบางอย่างแยกกันออกไป ทำให้ทั้ง BJC และ Big C มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทั้งสองบริษัท
ความเสี่ยงสุดท้าย ตามหลักการแล้ว เมื่อแยก Big C ออกไป อาจจะทำให้ BJC ลดประสิทธิภาพในการควบคุมดูแลหรือทำงานร่วมกันกับ Big C
แต่เรื่องนี้อาจจะไม่เกิดกับ BJC เนื่องจาก
BJC แต่งตั้ง “ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ส่วน “อัศวิน เตชะเจริญวิกุล” ไปดำรงตำแหน่งบริษัท บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BRC
ที่บอกว่า BJC ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการควบคุมดูแลและทำงานร่วมกับ Big C
นั่นเพราะว่า คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล เป็นลูกสาวคนเล็กของ “คุณเจริญ” กับ “คุณหญิงวรรณา”
ส่วนคุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล คือ สามีของคุณฐาปณี ก็คือเขยคนเล็ก ของคุณเจริญ นั่นเอง
ดังนั้น BJC คุม Big C ได้แน่นอน
สำหรับผมมองในระยะสั้นถึงระยะกลาง จะมีผลกระทบต่อหุ้น BJC พอสมควร
เนื่องจากการ Spin-off หรือแยก Big C ออกไป ทำให้ BJC มีสัดส่วนการถือหุ้นใน Big C ลดลง แม้ว่าจะยังถืออยู่ประมาณ 70% ก็ตาม แต่ก็จะส่งผลกำไรของ BJC ที่จะได้จาก Big C ลดลงด้วย
สำหรับระยะยาวก็ต้องประเมินว่า Big C สามารถดำเนินงานได้ตามแผน
ถ้าดูจากพฤติกรรมของหุ้นที่มีการ Spin-off ออกไปแบบนี้
มักจะเป็น แม่นิ่ง แต่ลูกวิ่ง ครับ
. . .
เทียบศักยภาพการค้าปลีกระหว่าง BIGC และ MAKRO หรือ CPAXTRA
ขอบคุณที่ติดตาม ลงทุนไทม์ YouTube – www.youtube.com/@LongtunTime
#หุ้นไทย #ข่าวหุ้น #ลงทุน #การลงทุน #ตลาดหุ้น #ตลาดหุ้นไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #การเงิน #ลงทุนไทม์
ติดตามลงทุนไทม์ได้หลายช่องทาง
YouTube – www.youtube.com/@LongtunTime
TikTok – tiktok.com/@longtuntime
Facebook – fb.com/LongtunTime
Instagram – instagram.com/longtuntime
Twitter – twitter.com/LongtunTime











