บทความนี้ เกิดจากผมมีคนรู้จักหลายคน “ผิดหวังกับการลงทุน” จึงทำให้ผมอยากทำความเข้าใจปัญหาว่า อะไรคือปัญหาที่แท้จริง ของการลงทุนแล้วไม่ประสบความสำเร็จ
ผมได้พูดคุยกับเพื่อนๆ ทั้งที่ลงทุนขาดทุนและกำไร แล้วสรุปมาเป็น 5 เรื่องสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้ก่อนที่จะลงทุนในหุ้น เรามาศึกษากันครับ
หมายเหตุ ข้อมูลนี้เป็นการเก็บตัวอย่างจากคนรู้จักทั้งกลุ่มพนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ เจ้าของธุรกิจ และนักลงทุนมืออาชีพ กรุณาใช้วิจารณญาณในการศึกษาข้อมูล
1. ลงทุนในหุ้นไปทำไม?
ต้องบอกว่าการลงทุนในโลกปัจจุบันมีหลายรูปแบบมากนะครับ หลายคนลงทุนในรูปแบบเงินฝาก เพราะเชื่อว่าเงินต้นจะไม่สูญหายไปโดยที่ยังได้ดอกเบี้ย* หลายคนเลือกลงทุนในทองคำโดยหวังว่าจะทำกำไรส่วนต่างจากการขายทองคำในราคาที่สูงขึ้น หลายคนเลือกลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เนื่องจากได้ผลตอบแทนสูงและยังได้สินทรัพย์เก็บไว้เพื่อเป็นมรดก
เมื่อความต้องการในการลงทุนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนที่จะเริ่มลงทุนในหุ้น เราต้องถามคำถามนี้กับตัวเองก่อนว่า “เราลงทุนในหุ้นไปทำไม?” เพราะคำตอบของเราจะเป็นตัวกำหนดเป้าหมาย แผนการลงทุน วิธีจัดการต่างๆ ให้สอดคล้องกันอย่างเหมาะสมกับตัวเรา
อย่างที่บอกแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งอายุ เพศ โสด มีลูกหรือไม่มีลูก มีความสามารถในการลงทุนน้อยหรือมาก ดังนั้นเรามาดูตัวอย่างเหตุผลของ “เราลงทุนในหุ้นไปทำไม?” กันครับ
- เพื่อเพิ่มรายได้ : การลงทุนในหุ้นเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้เงินทำงานสร้างรายได้ ซึ่งเราสามารถลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น หรือลงทุนระยะยาวได้ โดยรายได้จากการลงทุนมี 2 รูปแบบหลัก คือ กำไรส่วนต่างของการขายหุ้น (Capital Gain) และเงินปันผล (Dividend Yield)
สำหรับกรณีที่ลงทุนในหุ้นและได้เงินปันผลแล้ว จากนั้นขายหุ้นทำกำไรออกไป เป็นการทำรายได้ 2 เด้ง คือ ได้ทั้ง Capital Gain และ Dividend Yield
- เพื่อความมั่งคั่ง : สำหรับการลงทุนในหุ้น เป็นทางเลือกหนึ่งที่เปิดโอกาสและสร้างผลตอบแทนทางด้านการเงินสะสมได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เรามีสินทรัพย์และสถานะการเงินที่ดี หรือมีอิสรภาพทางด้านการเงิน ทำให้เราสามารถมีชีวิตที่ดีได้โดยไม่ต้องกังวลหรือเครียดกับค่าใช้จ่ายต่างๆ และมีเวลาไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ ช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลสุขภาพและเพิ่มโอกาสในการมีความสุขที่มากขึ้น
- เพื่อกระจายความเสี่ยง : สำหรับนักลงทุนที่มีการลงทุนในสินทรัพย์อื่นอยู่แล้ว เช่น กองทุนรวม ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น การลงทุนในหุ้นเพิ่มเติมลงในพอร์ตการลงทุน เป็นอีกทางเลือกในการกระจายการลงทุน ลดความเสี่ยงที่จะสูญเสียจากสินทรัพย์อื่นได้ และในทางกลับกันเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำรายได้จากการลงทุนหุ้นอีกด้วย
- เพื่อเกษียณ/ส่งต่อมรดก : หลายคนต้องการลงทุนในหุ้นเนื่องจากมองว่าเป็นการสะสมสินทรัพย์ที่ง่ายและสะดวก และมีโอกาสสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในอนาคต เพื่อให้นักลงทุนมีรายได้ในช่วงที่เกษียณแล้ว รวมทั้งยังสามารถส่งมอบเป็นมรดกต่อให้กับครอบครัว/ทายาท/ญาติ/หรือผู้อื่นตามที่เราระบุในพินัยกรรม ซึ่งผู้รับมรดกเป็นหุ้นสามารถรับโอนหุ้นได้สะดวกมากกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
* ก.ค. 66 ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของ ธ.พาณิชย์ขนาดใหญ่ อยู่ที่ประมาณ 0.30%
ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน ของ ธ.พาณิชย์ขนาดใหญ่ อยู่ที่ประมาณ 1.45%
1. ออกแบบและวางแผนลงทุน
หลังจากที่เรารู้แล้วว่าเราลงทุนหุ้นไปทำไม (ตามข้อ 1.) เราจะสามารถออกแบบและวางแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับสิ่งที่เราต้องการได้ โดยมีตัวอย่างการออกแบบและวางแผนการลงทุน เป็นแนวทางดังนี้
| แผนงาน | ลงทุนระยะสั้น/เก็งกำไร | ลงทุนระยะยาว |
| กำหนดกรอบเวลา | กรอบระยะเวลา วัน/สัปดาห์/เดือน | กรอบระยะเวลา เดือน/ปี |
| วิธีการเลือกหุ้น | หุ้นที่ศักยภาพในการเก็งกำไร โดยพิจารณาจากข้อมูลต่างๆ เช่น กราฟราคา ข่าวการเปลี่ยนแปลง งบกำไรขาดทุน การจ่ายปันผล | หุ้นที่มีศักพภายในการจ่ายเงินปันผลหรือเติบโตในระยะยาว จากข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลทางด้านการเงิน |
| การจัดการความเสี่ยง | จำกัดความเสี่ยง เช่น SL (Stop-loss) เพื่อป้องกันการขาดทุนที่ไม่คาดคิด | กระจายการลงทุนหลายตลาดและกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาส |
| การสร้างรายได้ | TP (Take-profit) ตามแผนที่กำหนดไว้ อย่าเสียดายถ้าขายหมู | รับเงินปันผลตามรอบการจ่ายของหุ้นนั้น อดทนรอการเติบโตจนหุ้นมีมูลค่าเต็มแล้วจึงทำการขายทำกำไร |
| ติดตามและประเมินผล | ติดตามข่าวสารที่ส่งผลบวกหรือลบกับหุ้น รวมทั้งพิจารณาตามจุด TP (Take-profit) และ SL (Stop-loss) และกรอบระยะที่กำหนดไว้ เพื่อพิจารณาตัดสินใจ ซื้อ-ขาย ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ | ติดตามข่าวสำคัญของกิจการ และผลประกอบการแต่ละไตรมาส และบริหารพอร์ตการลงทุนให้มีความสมดุล เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับชีวิตของเรา |
ไม่ว่าจะลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว สิ่งที่สำคัญต้องศึกษาให้เข้าใจตลาดและหุ้นที่เราต้องการลงทุน เพื่อทำการวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบ ตรงตามวัตถุประสงค์ของการลงทุนในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ รวมทั้งต้องมีวินัยสม่ำเสมอ ทำการตรวจสอบและปรับพอร์ตการลงทุนเป็นประจำเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
2. พลังแห่งเงินทบต้น
เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับดอกเบี้ยทบต้นกันมาบ้างแล้วล่ะ แต่เรามาคุยกันอีกนิด ผมขึ้นหัวข้อว่า “เงินทบต้น” จึงไม่ได้หมายถึงดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่มีเรื่องการการสร้างผลตอบแทนเพื่อนำไปทบต้นเดิมด้วย
ดอกเบี้ยทบต้น หรือ Compound Interest คือ การที่เรานำเงินไปฝากหรือลงทุนแล้วได้รับดอกเบี้ยและเราไม่ได้นำดอกเบี้ยออกไปใช้จ่าย เราปล่อยดอกเบี้ยให้รวมกับเงินต้นเดิมเพื่อสร้างฐานเงินต้นใหม่ ซึ่งครั้งถัดไปเราจะได้รับดอกเบี้ยโดยคิดจากเงินต้นใหม่นั่นเอง มันเจ๋งถึงขนาดที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า
“ดอกเบี้ยทบต้น คือ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอันดับที่ 8”
ปันผลทบต้น หรือ Dividend Reinvest การนำเงินปันผลที่ได้รับกลับไปลงทุนใหม่ ซึ่งอาจจะลงทุนหุ้นตัวเดิม หรือ ลงทุนหุ้นตัวใหม่ก็ได้ แต่ก็จะทำให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนของเราเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าเราซื้อหุ้น X ได้ปันผล เรานำปันผลกลับไปซื้อหุ้น X เราจะมีจำนวนหุ้น X เพิ่มขึ้น เมื่อได้รับเงินปันในอัตราเดิมสำหรับครั้งถัดไป เราจะได้เงินปันผลเพิ่มขึ้นนั่นเอง
กำไรทบต้น หรือ Reinvesting Profits เป็นการนำกำไรจากการซื้อขายหุ้นกลับไปลงทุนใหม่ เพื่อขยายพอร์ตการลงทุนของเราให้เพิ่มมากขึ้น จะเป็นการลงทุนหุ้นปันผลก็ได้ หรือจะเป็นการลงทุนแบบเก็งกำไรแล้วนำกำไรกลับไปลงทุนใหม่เป็นรอบๆ ก็ได้เช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยทบต้น ปันผลทบต้น หรือกำไรทบต้น ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ การนำกลับไปลงทุนใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการลงทุนที่ทำให้พอร์ตการลงทุนเพิ่มมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีตัวแปรที่ช่วยเพิ่มการเติบโต คือ ผลตอบแทนและเวลา จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว
3. กระจายลงทุน
หลายคนอาจจะบอกว่า ได้ศึกษาหุ้นที่ต้องการลงทุนมาเป็นอย่างดี จึงมีความเชื่อมั่นในหุ้นตัวนั้นเต็มที่ ดังนั้นขอ All-in ใส่หมดหน้าตักเลยดีกว่า ถ้าได้กำไรจะได้กำไรเต็มที่ หรืออาจจะได้ 100 เด้งก็ได้ ซึ่งวิธีนี้ไม่มีผิดไม่มีถูก ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การลงทุนของแต่ละคน
แต่สำหรับ ลงทุนไทม์ มองว่า การกระจายลงทุน ไม่ใช่แค่ การกระจายความเสี่ยง แต่ยังเป็นการกระจายโอกาสด้วย โดยเฉพาะช่วยให้เรามีโอกาสในการศึกษาหุ้นอื่นๆ หรือการลงทุนรูปแบบอื่นเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้เราสามารถอยู่ในตลาดได้ยาวนานมากขึ้นนั่นเอง
ตัวอย่างแนวทางการกระจายลงทุน
ลงทุนหุ้นในกลุ่มที่แตกต่างกัน ในพอร์ตเราอาจจะประกอบไปด้วยหุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มพลังงาน กลุ่มค้าปลีก
ลงทุนหุ้นในลักษณะที่ต่างกัน ในพอร์ตเราอาจจะมีหุ้นปันผล หุ้นเติบโต หุ้นเก็งกำไร
ลงทุนหุ้นในตลาดไทยและตลาดต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นฮ่องกง
5. จงมีสติ
ต้องบอกว่าตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงมาก ยิ่งถ้ามีวิกฤตก็อาจจะเห็นตลาดหุ้นร่วงหนัก กลายเป็นตลาดหมีได้เลย ดังนั้นสิ่งแรกที่เราต้องยอมรับในการลงทุนในหุ้นก่อน คือ ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง มีการเปลี่ยนแปลงราคาตลอดเวลา เราต้องเข้าใจและมีความสามารถในการจัดการความผันผวนในทุกๆ รูปแบบ
สำหรับวิกฤตตลาดหุ้น ที่กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ต้องใช้เวลานาน อย่างเช่น
วิกฤตต้มยำกุ้ง ใช้เวลา 5 ปี (2540-2545)
วิกฤตซับไพรม์ ใช้เวลา 2 ปี (2551-2553)
วิกฤติ Covid-19 ใช้เวลา 2 ปี (2560-2562)
* พิจารณาจากกราฟหุ้นของ SET
หลายวิกฤตเกิดขึ้นเร็วมาก แม้แต่เซียนหุ้น หรือ นักลงทุนมืออาชีพ ไม่สามารถขายหุ้นที่ดีได้ทันเวลา
หรือในช่วงปกติที่ไม่ใช่ช่วงวิกฤต ตลาดที่ผันผวนมักจะเกิดขึ้นจากการตกใจขาย (Panic sell) เช่น รายใหญ่เทขายหุ้นทิ้ง เป็นต้น ดังนั้นนักลงทุนต้องเข้าใจสถานการณ์ ต้องมีสติ มีจิตใจที่เข้มแข็ง จะทำให้สามารถจัดการเรื่องต่างๆ เพื่อลดความสูญเสียได้ เช่น
การขายหุ้นที่ไม่ดีออกไปทั้งหมด ซึ่งอาจจะดีกว่าที่เราเก็บหุ้นราคาลดลงเหลือ 0.01 บาท หรือ หุ้นถูกเพิกถอนออกจากตลาดไป โดยที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาอีกเมื่อไหร่
ขายหุ้นที่ไม่แน่ใจบางส่วนออกไปเพื่อลดความเสี่ยง บางครั้งเราอาจจะไม่เข้าใจสถานการณ์ของหุ้นนั้นๆ เช่น มีการใช้ข้อมูลภายในขายหุ้น (Insider Trading) เราอาจจะขายบางส่วนออกไปก่อนแล้วค่อยพิจารณาข้อมูลอีกครั้ง
ขายสินทรัพย์อื่นเพื่อมาซื้อหุ้นที่ดีเพิ่มขึ้นเพื่อถัวเฉลี่ยราคาต้นทุน สำหรับหุ้นที่ดี นานๆ ราคาจะปรับลดลงมาหนักๆ ถ้าเรามีเงินสดในมือก็สามารถซื้อเก็บได้ แต่ถ้าไม่มีเงินสด เราอาจะพิจารณาขายทำกำไรสินทรัพย์อื่นเพื่อนำซื้อเก็บสะสมได้เช่นกัน
ตัวอย่างเหล่านี้ “สติ” จะช่วยทำให้การลงทุนของเรามีความราบรื่น มีความสูญเสียน้อย หรือ อาจจะไม่สูญเสียเลย เมื่อเกิดความผันผวน
หวังว่าข้อมูลที่ลงทุนไทม์เก็บรวบรวมมาสรุปให้ จะมีประโยชน์ต่อทุกคนนะครับ ถ้ามีประเด็นไหนที่เพื่อนๆ มีความเห็นเพิ่มเติม ช่วย comment มาบอกกันนะครับ จะได้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ท่านอื่นด้วย
ขอบคุณที่ติดตาม ลงทุนไทม์ YouTube – www.youtube.com/@LongtunTime
#หุ้นไทย #ข่าวหุ้น #ลงทุน #การลงทุน #ตลาดหุ้น #ตลาดหุ้นไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #การเงิน #ลงทุนไทม์
ติดตามลงทุนไทม์ได้หลายช่องทาง
YouTube – www.youtube.com/@LongtunTime
TikTok – tiktok.com/@longtuntime
Facebook – fb.com/LongtunTime
Instagram – instagram.com/longtuntime
Twitter – twitter.com/LongtunTime











